Psychology

อารมณ์ชั่ววูบ

posted on 06 Dec 2009 21:28 by vydartz  in Psychology

อารมณ์ชั่ววูบ

ข่าวของสังคมบ้านเมืองในปัจจุบันแต่ละวันจะพบเห็นข่าวที่รุนแรงอยู่สมำ่เสมอ เช่น ข่าวฆ่ากันตาย ชิงทรัพย์ ทำร้ายร้างกาย ฯลฯ สิ่งเหล่านี้นับได้ว่าเป็นปัญหาสังคมในปัจจุบันซึ่งมีความรุนแรงในระดับโลกเลยทีเดียว มีบางประเทศที่พัฒนาแล้วที่จะมีปัญหานี้น้อยกว่าปกติหรือบางประเทศที่ไม่ได้พัฒนาซึ่งผู้คนยังคนเหนียวแน่นกันด้วยนำใจ ไม่ได้ถูกเทคโนโลยีครอบงำจนเสียสติ

อะไรคือสาเหตุของปัญหาที่รุนแรง?

ปัญหาส่วนมากเกิดจากความตั้งใจของมนุษย์หรืออารมณ์ชั่ววูบ?

สองสิ่งที่ส่งผลให้เกิดการกระทำที่รุนแรงแต่ว่ามีต้นตอที่แตกต่างกัน

อารมณ์ชั่ววูบคืออะไร?

อารมณ์ชั่ววูบคือความคิดที่เกิดขึ้นแวบหนึ่งที่ซึ่งเจ้าของความคิดไม่อาจควบคุมตัวเองได้ มันคืออารมณ์สภาวะจิตใต้สำนึกตามทฤษฎีของฟรอยด์ ผู้คนที่ถูกสภาวะจิตใต้สำนึกเข้าครอบงำจะกระทำตามอารมณ์ของตัวเองอย่างขาดเหตุผลและการกระทำนั้นจะดีหรือร้ายก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์ชั่ววูบที่ปรากฎออกมา

อารมณ์ชั่ววูบมีมากมายหลากหลายพฤติกรรมและสิ่งที่กำหนดมักจะเป็นประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมาของบุคคลนั้นๆ กล่าวคือ บุคคลที่ทำเรื่องเลวร้ายก็ดี เรื่องสมควรก็ดี ถ้าเป็นไปตามอารมณ์ชั่ววูบ บุคคลนั้นมักมีประสบการณ์แบบนั้นๆมาก่อน

้อาจจะเคยได้รับสิ่งที่เลวร้ายเข้ามาในชีวิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็กซึ่งเป็นวัยแห่งการเริ่มต้นพัฒนาความคิดและศักยาภาพ

อันที่จริง สาเหตุของข่าวที่รุนแรงทราเป็นพฤติกรรมมนุษย์ส่วนมากมันมาจากการกระทำด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ผู้คนที่ขาดสติด้วยความโกรธจะผลาญความโกรธนั้นสู้คนที่ตนเองแค้นอย่างขาดการตริตรองถึงเหตุผล และมันก็นำไปสู้หายนะซึ่งความจริงไม่มีใครอยากจะให้เกิดขึ้น

คำสารภาพของอาญชญากรและผู้กระทำผิดมักบอกแบบเดิมๆว่าไม่อยากให้เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นนั่นเป็นเพราะว่า "สติ" ได้กลับมาอีกครั้งภายหลังจากถูกสภาพจิตใต้สำนึกครอบงำ

แล้วถ้าอย่างงั้น หากว่าเรืองเลวร้ายที่ทำลงไป แม้แต่ตัวผู้ร้ายเองยังสารภาพว่าไม่อยากให้เกิดขึ้นแล้วใครเป็นฝ่ายผิด?

คำตอบนั้นก็คือการที่ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ชั่ววูบของตนเอง

มนุษย์นับวันยิ่งรู้จักยับยั้งชั่งใจได้น้อยลงผลก็น่าจะมาจากเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้ามามากทำให้มนุษย์หันความสนใจไปสู้ชีวิตที่แสนสุขสบาย มนุษย์ถูกเทคโนโลยีเข้าครอบงำซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นทั้งๆที่มนุษย์ควรจะควบคุมเทคโนโลยี ผลก็คือปัญหา เด็กติดเกมส์ติดคอมพิวเตอร์อาจจะแค่เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ความเจริญที่ไม่สมดุลกับสภาพจิตใจย่อมส่งผลให้เกิดปัญหาขึ้นมา เหมือนกับเอาระเบิดไปให้เด็กอมมือถือเล่น

แล้วสิ่งที่จะช่วยลดความรุนแรงคืออะไร เราควรจะทำอย่างไรจึงจะลดปัญหาความรุนแรงนี้ได้?

คำตอบก็คือการฝึกจิตใจให้มีความอดทนอดกลั่นควบคู่ไปกับการพัฒนาของเทคโนโลยี มันเป็นการฝึกที่ถูกปล่อยปะละเลยมานาน ถูกมองข้าม มนุษย์มองข้ามแสงสว่างไป แสงสว่างที่ว่าคือความสงบ มันคือสมาธิ คือการมีสติ คือธรรมะที่คำจุนโลก แต่ถ้ามนุษย์ได้ละทิ้งธรรมะที่คำจุนโลกไปแล้ว โลกย่อมที่จะเสียสมดุลไป

  

ต่อจาก

http://vydartz.exteen.com/20090702/entry-1

หมากมนุษย์

 

สงคราม ความขัดแย้ง ความปรารถนาที่จะเอาชนะ ทุกอย่างเป็นเสมือนสมรภูมิอย่างดีสำหรับมาร เรามนุษย์ตั้งแต่เกิดมา ดำรงชีวิตไป ฝ่าฟันอุปสรรคเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำเร็จ จำถึงวันสุดท้ายของชีวิต เราก็ยังคงโหยหา ยังคงปรารถนา ความรู้สึกเหล่านั้นเปรียบเสมือนโปรแกรมที่ถูกตั้งให้ต้องเป็นไปตามนั้น หากว่าเป็นมนุษย์ปกติธรรมดา ทุกคนย่อมที่จะมีความอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือจะอยากอะไรก็ตามแต่ ความอยากเหล่านี้นี่แหละที่เป็นสิ่งค้ำจุนให้เรามีชีวิต ให้เรารู้จักไขว่คว้าทะเยอทะยาน ให้เราต่อสู้บากบั่นกับความยากลำบาก มันเป็นเหมือนพรพิเศษจากพระเจ้าหากแต่ว่า มันก็เปรียบเสมือนคำสาปจากมารเช่นกัน

  

การมีชีวิตในฐานะมนุษย์ก็เปรียบเสมือนตัวหมาก บนกระดานขนาดใหญ่ที่ชื่อว่าโลก จอมมารที่ควรจะได้รับสมญานามว่าเจ้าชายแห่งโลกกำลังเล่นเกมส์หมากรุกอยู่กลับพระเจ้าผู้ซึ่งเคยเป็นเจ้าของกระดานหมากนี้ สมญานามเจ้าชายแห่งโลกของเจ้ามารร้ายนั้นได้มาจากการที่มันสามารถคุมเกมส์หมากมนุษย์และได้เปรียบพระเจ้าเสมอมานับตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว

  

การที่มารร้ายได้เปรียบทางกลยุทธ์นั้นเป็นเพราะว่ามันได้ทำการวางแผนอย่างชาญฉลาด เพียงแค่มันควบคุมความอยากได้อยากมี ความทะเยอทะยาน ความต้องการอย่างแรงกล้าของมนุษย์ และวางกฎให้มนุษย์สองกลุ่มขึ้นไปมีความปรารถนาที่แตกต่างกันและขัดแย้งกัน จากนั้นก็ให้ทั้งสองกลุ่มปะทะกันเองโดยการแปลเปลี่ยนความทะเยอทะยานทั้งหลายของมนุษย์เหล่านั้นให้กลายเป็นความปรารถนาที่จะพิชิตฝ่ายตรงข้ามเสีย เพราะความไร้สติของมนุษย์ ความโง่เขลาของมนุษย์ เจ้ามารร้ายเลยสามารถที่จะจุดชนวนสงครามได้ทุกที่ในโลกโดยที่ไม่มีใครสามารถต่อต้านได้

  

มนุษย์เอ๋ย ลองยกตัวอย่างดูสิ หากเป็นเจ้า เวลาที่ถูกผู้อื่นข่มเหงรังแก เวลาที่ถูกผู้อื่นรุกราน เจ้าคิดจะยอมรึเปล่าล่ะที่จะให้ เขา ผู้รุกรานมาทำร้ายโดยไม่ตอบโต้ เจ้าคิดจะยอมรึเปล่าล่ะที่จะให้เขาเข้ามาฆ่าเจ้าเฉยๆโดยที่เจ้าไม่คิดจะทำอะไร แน่นอนที่สุด มนุษย์ส่วนใหญ่มักเลือกที่จะต่อสู้ด้วยกันทั้งนั้นซึ่งนั่นเป้นผลพลอยได้มาจากหมากกระดานแรกๆที่มารร้ายสามารถควบคุมความปรารถนาส่วนลึกของมนุษย์ได้แล้ว หากแต่ว่ากลยุทธ์นี้ เจ้ามารร้ายมันไม่ได้ใช่กลยุทธ์นี้ในรูปแบบเดียว หากแต่มันเอามาพลิกแพลงเป็นหลายๆแบบ เช่น มันได้ยั่วยุมนุษย์ที่เป็นกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ให้ทำร้ายเข่นฆ่ากันเองโดยเอาความคิดโหยหาทะเยอทะยานและต้องการอย่างแรงกล้ามาเป็นชนวนในการแข่งขัน การอยากเอาชนะ ไปจนถึงการปรารถนาจะพิชิตฝ่ายตรงข้าม เข่นฆ่ากันเองอย่างไร้สติเพราะในสมองคิดแต่เรื่องเอาชนะเพียงอย่างเดียว สรุปได้ง่ายๆว่าโลกทั้งโลกตกเป็นของมารร้ายแล้ว มันจะสามารถทำทุกอย่างได้ตามที่มันปรารถนา

 

edit @ 2 Jul 2009 23:43:48 by Lord Vydartz

จิตวิทยาแห่งมาร "บทนำ"

posted on 02 Jul 2009 23:33 by vydartz  in Psychology

 

นับเป็นเวลาที่แสนจะยาวนานที่ยุคมืดมาถึง ผู้คนในโลกต่างก็ทวีคูณเพิ่มกิเลสตัณหาและความชั่วร้ายมากขึ้นอันดูได้จากประวัติศาสตร์ที่มีบันทึกที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักไม่สวยหรูนัก เพราะสิ่งที่ขึ้นชื่อว่าความเจริญรุ่งเรือง ความยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงและอำนาจนั้น ล้วนได้มาจากการนองเลือดทั้งสิ้น การแข่งขันเผชิญหน้ากันอย่างไม่มีความเกรงใจและละอาย สงคราม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้คือสัญญาณของโลกมืดได้คลืบคลานเข้ามาแล้ว

ก้นบึงของขุมนรกที่ซึ่งอยู่นอกเหนือไปจากอำนาจของยมราช มารร้ายที่น่าจะถูกขนานนามว่า "เทพมิคสัญญี" มีความปรารถนาที่จะนำความมิคสัญญีและความชั่วร้ายนานาประการมาสู่พื้นโลกเพื่อที่จะขับเคลื่อนให้จิตมนุษย์ตกตำลงและเมื่อพวกเขาตาย มารร้ายก็จะสามารถเอาพวกเขาไปเป็นพลังอำนาจได้ ในทางศาสนาพุทธอาจกล่าวได้ว่ามาร คือผู้ขัดขวางไม่ให้จิตเจริญจนถึงขั้นธรรมะ และมารก็ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นมารจริงๆเสมอไป แต่ว่ามารที่เป็นผู้บงการทุกอย่างก็มีเพียงมารเท่านั้นแหละ

เมื่อสิ่งหนึ่งได้ถูกหยิบยื่นมาให้มนุษย์ในรอบไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา นั่นคือความเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดที่ซึ่งกว่าสองพันปีก่อนหน้านั้นทำไม่ได้ มนุษย์ก็เริ่มจะมีกิเลสตัณหาที่หนักยิ่งขึ้น อาจจะสรุปได้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น เป็นของขวัญที่มารจงใจมอบให้เพื่ออาศัยผลประโยชน์บางอย่าง เพื่อที่จะครอบงำเราได้ง่าย เช่นเดียวกับคำกล่าวที่ว่าผู้คนที่ซื่อมักมาจากประเทศที่ล้าหลัง แต่พวกเขานั้นโง่จริงหรือ พวกเขาฉลาดกว่าคนที่มาจากประเทศที่พัฒนาเสียด้วยซ้ำตรงที่สามารถเอาชนะการครอบงำจิตใจของมารได้

ความก้าวกระโดดของความเจริญที่น่าจะเป็นของขวัญจากมารนั้นแหละที่กำลังทำลายมนุษย์ เมื่อมนุษย์ใช้สิ่งเหล่านี้สร้างของที่ใช้ทำลายกันเป็นอันดับต้นๆ แน่นอนที่สุด กิเลส ความปรารถนาที่จะเป็นจ้าว เป็นสิ่งผลักดันให้มนุษย์ได้มีการคิดค้นอาวุธที่ใช้สยบผู้อื่นลง

ไม่เพียงแค่นั้น ด้วยแผนการอันชาญฉลาดของมาร มันยังสามารถทำลายกลไกของมนุษย์ทางจิตวิทยาได้ทุกรูปแบบ

มาร แท้จริงแล้วอาจจะถูกขนานนามอีกชื่อว่าเจ้าแห่งศาสตร์และศิลป์ แต่เป็นศาสตร์และศิลป์ที่มุ่งหวังจะครอบงำกิเลสของมนุษย์ ให้ผู้คนหมกมุ่นจนลืมสัจธรรมที่แท้จริงในการดำลงชีวิต ศักดิ์ศรี และทุกอย่าง มันใช้มนุษย์ครอบงำมนุษย์ด้วยกันเองและมนุษย์ที่จะถูกเลือกก็มักจะเป็นศิลปินหรือ "คนดัง" ที่มีอิทธิพลต่อจิตใจมนุษย์ที่ถูกครอบงำไปแล้ว

ณ ปัจจุบัน มารได้กดดันให้มนุษย์มาถึงทางตัน เมื่อเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ความเห็นแก่ตัวและการเอาเปรียบยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ นั่นคือสิ่งที่มารทำสำเร็จ ครอบงำคนให้ชั่วได้มากขึ้น ใช้มนุษย์ทำลายกันเองได้ทุกรูปแบบโดยอาศัยหลักจิตวิทยาและแน่นอน ไม่มีใครที่จะมองทะลุแผนการของมันหมดได้ เพราะมารมันฉลาดกว่าคนทั้งโลกแน่ดังจะเห็นได้ว่ามันสามารถครอบงำคนทั้งโลกได้ด้วยการหยิบยื่น "ศาสตร์" เพียงเล็กน้อยมาให้เท่านั้น


หมากมนุษย์กระดานนี่มารได้เปรียบเทพแล้ว ถ้าเรายังไม่คำนึงถึงจุดนี้ ยังมัวเตลิดไปนู่นนี่ไม่สนใจอะไร อีกไม่นานโลกคงเสื่อมสลายเพราะมนุษย์

edit @ 2 Jul 2009 23:39:05 by Lord Vydartz