โรคทางจิตที่มีในมนุษย์ทุกคน Luciferism 

มนุษย์ทุกคนย่อมมีบางเวลาที่จะมีความสุขเมื่อได้เห็นคนอื่นเป็นทุกข์โดยไม่มีแยกว่าผู้ถูกกระทำเป็นคนหรือสัตว์ ทั้งนี้โรคทางจิตชนิดนี้เกิดจากสภาพจิตที่เป็นลบซึ่งทุกคนก็มีอยู่แล้ว คงไม่มีใครในโลกที่เกิดมาสมหวังตลอดชีวิต ดังนั้นโรคจิตชนิดนี้จึงมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนซึ่งหากจะมองอีกด้านมันก็คือพฤติกรรมก้าวร้าวที่ถูกควบคุมโดยสมองเก่าหรือสมองส่วนหลังครับ

 

 

 

  

 

มาทำความรู้จักกับ Luciferism  Lucifer ลูซิเฟอร์เป็นชื่อของเทพเจ้าผู้ทรยศสวรรค์ ตามตำนานกล่าวว่าลูซิเฟอร์มีความหยิ่งยโสและถูกพระเจ้าลงโทษจนตกจากสวรรค์กลายมาเป็นซาตานซึ่งก็ได้ทำสงครามกับพระเจ้ามานานมากแต่ก็ไม่สามารถชนะได้จนในที่สุดลูซิเฟอร์ก็ได้ยื่นข้อเสนอเล่นเกมส์กับพระเจ้าว่าตนจะทำให้มนุษย์ชั่วแล้วให้พระเจ้าทำให้มนุษย์ดี ผลปรากฎว่าลูซิเฟอร์สามารถครอบงำจิตใจมนุษย์และทำให้มนุษย์ชั่วร้ายมากกว่าพระเจ้า พระเจ้าทรงเสียพระทัยเลยตัดขาดจากโลกมนุษย์นับแต่นั้นมาซึ่งลูซิเฟอร์ก็ยังคงทำการครอบงำมนุษย์ต่อไปเรื่อยๆโดยการโปรยเมล็ดแห่งความชั่วร้าย(สมองเก่า)ไปที่มนุษย์และควบคุมพฤติกรรมก้าวร้าวในบรรดามนุษย์ให้ทะเลาะเบาะแว้งแล้วเข่นฆ่ากันเอง 

ชื่อของโรคทางจิตชนิดนี้จึงได้มาจากชื่อของลูซิเฟอร์ผู้ควบคุมมนุษย์กลายเป็น Luciferism เพราะในตำนานลูซเฟอร์เป็นต้นเหตุของความชั่วร้าย และโรคนี้ก็เป็นอาการที่แสดงออกถึงความสุขของมนุษย์ที่จะได้รับเมื่อได้ทำให้ผู้อื่นเป็นทุกข์

 

 

  

 

สำหรับอาการณ์ก็จะมีหลายรูปแบบที่แตกต่างกันออกไปนะครับ การกระทำ คนทุกคนย่อมมีการกระทำที่ส่งผลให้คนอื่นเดือดร้อนแต่ตนเองเป็นสุขได้เช่นกันซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งตั่งใจและไม่ตั่งใจ อย่างเช่นคนบางคนชอบแกล้งสัตว์ บางคนชอบก่อกวนคนอื่น ฯลฯ บางคนสามารถระงับการกระทำเหล่านี้ได้ การพูด คนบางคนมีความสุขเมื่อได้พูดจากระแทกกระทันให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรือชอบนินทาว่าร้ายผู้อื่น รวมไปถึงการใช้คำหยาบคายและโกหกซึ่งสามารถเกิดได้โดยเจตนาและไม่เจตนาแต่ส่งผลให้เกิดความสุขเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น นายจ้างใช้คำพูดที่รุนแรงเกินความจริงด่าลูกจ้างซึ่งอาจจะเป้นความตั่งใจของนายจ้างเองหรือเป็นเพราะเผลอ แต่มันก็ส่งผลให้นายจ้างมีความสุขเหมือนกัน การคิด อันนี้มีไม่น้อยครับ ซึ่งรวมไปถึงผู้ที่มีมรรยาทมีคุณธรรมแต่ยังไม่อาจระงับความโกรธของตัวเองได้เลยต้องเก็บเอาไปคิดให้ร้ายผู้อื่น มองผู้อื่นในแง่ลบ การคิดนี้ย่อมเป็นจุดเริ่มต้นของการพูดและการกระทำดังที่กล่าวมาแล้ว อนึ่งความคิดบางอย่างของมนุษย์ที่แสดงออกมาในด้านลบนั้นเกิดจากสภาวะจิตไร้สำนึกตามทฤษฎีของฟรอยด์ เมื่อจิตใจได้รับการกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าในรูปแบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นทั้งความสนุกสนาน ความโกรธหรือเศร้า จิตใจของมนุษย์ก็จะตอบสนองต่ออารมณ์นั้นโดยไม่รู้ตัวหรือก็คือสภาวะจิตไร้สำนึกตามทฤษฎีของฟรอยด์ซึ่งพฤติกรรมที่ตอบสนองจะออกมาในด้านลบเสียส่วนมาก อย่างไรก็ดี ถ้าเรารู้จักการควบคุมจิตใจของตัวเองได้ มีสติอยู่เสมอทุกเวลาไม่ว่าจะกระทำสิ่งใดๆเราก็ย่อมสามารถที่จะหยุดยั้งพฤติกรรมอันเกิดจากสภาวะจิตไร้สำนึกได้ 

จะว่าไปแล้วผู้เป็น Luciferism ก็คือบุคคลที่มีพลัง ID (ตัณหา)สูงนั่นแหละครับ ว่ากันว่าลูซิเฟอร์คือเจ้าแห่งตัณหาผู้มอมเมามนุษย์ให้หลงผิด ดังนั้นการกระทำต่างๆด้วยความคิดที่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่สนใจสิ่งต่างๆนอกเสียจากตนเอง หรือก็คือคนที่มี ID อยู่เหนือ Ego และ SuperEgo ก็คือ Luciferism แบบเต็มคราบ เพราะพวกนี้ชอบก่อความเดือดร้อนให้สังคมถึงแม้ว่าตัวเองจะยังคงมีสติอยู่ก็ตาม ส่วนคนอื่นๆที่ปกติเพียงแต่สามารถกระทำผิดได้เมื่อตนเองขาดสติถือว่าเป็น Luciferism แบบแอบแฝงครับ

 

 

  

 

Luciferism อาจจะเป็นโรคทางจิตที่ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นโรคทางจิต ทั้งนี้เพราะมีผู้ที่มีอาการดังกล่าวอยู่ทั่วโลกซึ่งถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่า Luciferism สามารถสร้างความขัดแยกในมนุษย์และสัตว์ต่างๆได้ตั่งแต่ความขัดแย้งเล็กๆไปจนกระทั่งสงคราม  

Luciferism ยังสามารถใช้ในอีกความหมายได้คือกลไกที่รักษาความสมดุลทางจิตด้วยการระบาย สามารถเกิดขึ้นได้จากการได้รับความกดดัน การมีอคติหรือคิดในแง่ลบ การส่งต่อของจิตวิทยาลูกโซ่ และสาเหตุอื่นๆ ซึ่งคนที่ยิ่งได้รับความกดดันต่างๆมากก็ย่อมต้องการระบายมากเช่นกัน

 

 

 

 

นับเป็นเวลาที่แสนจะยาวนานที่ยุคมืดมาถึง ผู้คนในโลกต่างก็ทวีคูณเพิ่มกิเลสตัณหาและความชั่วร้ายมากขึ้นอันดูได้จากประวัติศาสตร์ที่มีบันทึกที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักไม่สวยหรูนัก เพราะสิ่งที่ขึ้นชื่อว่าความเจริญรุ่งเรือง ความยิ่งใหญ่ ชื่อเสียงและอำนาจนั้น ล้วนได้มาจากการนองเลือดทั้งสิ้น การแข่งขันเผชิญหน้ากันอย่างไม่มีความเกรงใจและละอาย สงคราม ทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้คือสัญญาณของโลกมืดได้คลืบคลานเข้ามาแล้ว

ณ ก้นบึงของขุมนรกที่ซึ่งอยู่นอกเหนือไปจากอำนาจของยมราช มารร้ายที่น่าจะถูกขนานนามว่า "เทพมิคสัญญี" มีความปรารถนาที่จะนำความมิคสัญญีและความชั่วร้ายนานาประการมาสู่พื้นโลกเพื่อที่จะขับเคลื่อนให้จิตมนุษย์ตกตำลงและเมื่อพวกเขาตาย มารร้ายก็จะสามารถเอาพวกเขาไปเป็นพลังอำนาจได้ ในทางศาสนาพุทธอาจกล่าวได้ว่ามาร คือผู้ขัดขวางไม่ให้จิตเจริญจนถึงขั้นธรรมะ และมารก็ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นมารจริงๆเสมอไป แต่ว่ามารที่เป็นผู้บงการทุกอย่างก็มีเพียงมารเท่านั้นแหละ

เมื่อสิ่งหนึ่งได้ถูกหยิบยื่นมาให้มนุษย์ในรอบไม่กี่ร้อยปีที่ผ่านมา นั่นคือความเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดที่ซึ่งกว่าสองพันปีก่อนหน้านั้นทำไม่ได้ มนุษย์ก็เริ่มจะมีกิเลสตัณหาที่หนักยิ่งขึ้น อาจจะสรุปได้ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น เป็นของขวัญที่มารจงใจมอบให้เพื่ออาศัยผลประโยชน์บางอย่าง เพื่อที่จะครอบงำเราได้ง่าย เช่นเดียวกับคำกล่าวที่ว่าผู้คนที่ซื่อมักมาจากประเทศที่ล้าหลัง แต่พวกเขานั้นโง่จริงหรือ พวกเขาฉลาดกว่าคนที่มาจากประเทศที่พัฒนาเสียด้วยซ้ำตรงที่สามารถเอาชนะการครอบงำจิตใจของมารได้

ความก้าวกระโดดของความเจริญที่น่าจะเป็นของขวัญจากมารนั้นแหละที่กำลังทำลายมนุษย์ เมื่อมนุษย์ใช้สิ่งเหล่านี้สร้างของที่ใช้ทำลายกันเป็นอันดับต้นๆ แน่นอนที่สุด กิเลส ความปรารถนาที่จะเป็นจ้าว เป็นสิ่งผลักดันให้มนุษย์ได้มีการคิดค้นอาวุธที่ใช้สยบผู้อื่นลง

ไม่เพียงแค่นั้น ด้วยแผนการอันชาญฉลาดของมาร มันยังสามารถทำลายกลไกของมนุษย์ทางจิตวิทยาได้ทุกรูปแบบ

มาร แท้จริงแล้วอาจจะถูกขนานนามอีกชื่อว่าเจ้าแห่งศาสตร์และศิลป์ แต่เป็นศาสตร์และศิลป์ที่มุ่งหวังจะครอบงำกิเลสของมนุษย์ ให้ผู้คนหมกมุ่นจนลืมสัจธรรมที่แท้จริงในการดำลงชีวิต ศักดิ์ศรี และทุกอย่าง มันใช้มนุษย์ครอบงำมนุษย์ด้วยกันเองและมนุษย์ที่จะถูกเลือกก็มักจะเป็นศิลปินหรือ "คนดัง" ที่มีอิทธิพลต่อจิตใจมนุษย์ที่ถูกครอบงำไปแล้ว

ณ ปัจจุบัน มารได้กดดันให้มนุษย์มาถึงทางตัน เมื่อเข้าสู่ยุคข้าวยากหมากแพง ความเห็นแก่ตัวและการเอาเปรียบยิ่งมากขึ้นเป็นทวีคูณ นั่นคือสิ่งที่มารทำสำเร็จ ครอบงำคนให้ชั่วได้มากขึ้น ใช้มนุษย์ทำลายกันเองได้ทุกรูปแบบโดยอาศัยหลักจิตวิทยาและแน่นอน ไม่มีใครที่จะมองทะลุแผนการของมันหมดได้ เพราะมารมันฉลาดกว่าคนทั้งโลกแน่ดังจะเห็นได้ว่ามันสามารถครอบงำคนทั้งโลกได้ด้วยการหยิบยื่น "ศาสตร์" เพียงเล็กน้อยมาให้เท่านั้น

หมากมนุษย์กระดานนี่มารได้เปรียบเทพแล้ว ถ้าเรายังไม่คำนึงถึงจุดนี้ ยังมัวเตลิดไปนู่นนี่ไม่สนใจอะไร อีกไม่นานโลกคงเสื่อมสลายเพราะมนุษย์

 

 

 

 

 

 

Lucifel : Vydartz........แกมันก็ปิศาจร้ายดีดีนี่แหละ

 

 

...................................................

 

 

 

 

Lucifel : แกก็ไม่ต่างอะไรจากปิศาจนั่น........ 

Vydartz : โอ๋ เข้าใจล่ะ เป็นเพราะว่าทุกคนในโลกนี้กำลังถูกปิศาจร้ายครอบงำนี่เอง  

edit @ 16 Aug 2008 22:54:22 by Lord Vydartz

จิตวิทยาเกรียน อื่ม ที่ผมเขียนบทความนี้สืบเนื่องมาจากการที่เคยเป็นเกรียนมาก่อน เอ้ย มาจากบทความสมดุลของ 6Q อันได้แก่ IQ EQ AQ MQ PQ CQ ครับ ผมขออ้างอิงนะครับเพราะขี้เกียจเขียนใหม่


เรื่องนี้มีตัวที่สำคัญที่สุดคือ EQ เพราะเป็นตัวรักษาสมดุลของทั้งหมด คนที่มี EQ ที่เป็นความฉลาดทางอารมณ์สูงยังหมายถึงการมีสุขภาพจิ ตที่ดีด้วย อย่างที่บอกครับ EQ คือตัวรักษาสมดุล ถ้า EQ ลดลงจะส่งผลต่อ IQ ที่จะลดลงตามมา คนจะทำอะไรโดยไม่มีเหตุผลมากขึ้น AQ ก็ลดลงด้วย ความสามารถในการแก้ปัญหาลดลงยิ่งทำให้เกิดผลร้ายเป็น สองเท่าและท้ายสุด MQ หรือคุณธรรมจะหายไปเพราะไม่มีใจอยากทำอีกต่อไป ส่วน CQ และ PQ นี่ก็ต้องลดลงเป็นธรรมดาครับ ใครล่ะจะมีความคิดสร้างสรรค์หรือเล่นอะไรอย่างมีกาละ เทศะได้ถ้าสุขภาพจิตใจกำลังโกรธ เศร้าหมอง หรืออะไรก็ตามแต่ ไอ้นี่แหละที่เป็นปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นเช่นในข่าวอา จจะเร็วๆนี้มีเด็กฆ่าน้องตัวเองเพราะเล่นเลียนแบบเกม ส์ มีคนเอาก้อนหินปาลงมาจากสะพานลอยใส่รถที่วิ่งอยู่ ฯลฯ

เครดิท Alexei (เพื่อนผมเอง)

ตามด้วยข้อความของผม


จิตวิทยาสำหรับ "เกรียน"

อ่านจากข้อความของคุณ Alexei แล้วรู้สึกว่ากฎของสมดุลระหว่าง 6Q ที่มี EQ เป็นที่ตั่งน่าจะเป็นสาเหตุหลักของการก่อกำเนิดของ "เกรียน" ทั้งหลายในโลกไซเบอร์ครับ ผมรู้เพราะผมเคยเป็น "เกรียนเทพ" มาก่อน แต่ก็นานแล้วนะ อิอิ

เกรียน คือบุคคลที่ชอบจะทำอะไรในแนวก่อกวนผสมเรียกร้องความส นใจเพื่อสนอง EGO ของตัวเอง (สนอง EGO สำหรับคนธรรมดาคงไม่ทำอย่างนั้นกัน) และการที่เกรียนกลายเป็นแบบนั่น สาเหตุหลักมาจากการเสียสมดุล EQ ความฉลาดทางอารมณ์เพราะเกรียนส่วนมากมักไม่สนใจกาละเ ทศะ

โดยปกติบุคคลที่ EQ ตำก็มักมีสภาพจิตขุนมัว จิตใจบอบบางต่อการถูกกระทบกระทั่งมันก็เหมือนกับหลัก สมดุลแหละครับ สภาพจิตใจเป็นลบจนเสียความสามารถต่างๆของมนุษย์ไป พูดง่ายๆก็คือ "คนป่วยที่ต้องการเยียวยาตนเองก่อนจะเยียวยาผู้อ ื่น" ดังนั้นเกรียนจึงมักเลือกที่จะกระทำอะไรก็ตามเพื่อตน เองและไม่สนใจผู้อื่น

การบำบัดเกรียน อันนี่ยากครับเพราะเกรียนไม่ได้มีแค่ชนิดเดียวและแต่ ละชนิดก็มีเกิดจากสาเหตุที่มากมายแตกต่างกันออกไป วิธีที่ดีในการบำบัดเกรียนเลเวลแรกๆก็คือการเสริมสร้ าง EQ ให้กับเกรียนครับเพราะอย่างน้อยๆมันก็ช่วยให้เกรียนม ีความสามารถของ IQ AQ MQ CQ PQ สูงขึ้นและรู้จักการแยกแยะสิ่งที่ควรไม่ควรมากขึ้น

การบำบัดเกรียนเทพ นี่เป็นเรื่องท้าทายสุดๆ ถ้าคุณนักบำบัดไม่ได้ไปหาเกรียนเทพตรงๆ (เพราะโดยมากจะเทพเฉพาะหน้าคอม) ผู้บำบัดจะต้องใช้ความอดทนและความพยายามสูงเพราะเป็น ไปได้ที่เกรียนเทพจะแพร่โรคเกรียนไปสู่ผู้บำบัด อันนี้ต้องระวังและใช้ประสบการณ์พอควร การที่จะบำบัดเกรียนเทพได้นั้นจะต้องทำการสยบมันลงเส ียก่อนแล้วเข้าไปบำบัด คล้ายๆกับการผนึกปิศาจก่อนทำพิธีปัดรังควาน แต่อีกวิธีที่ใช้ได้ผลก็คือการให้สำนึกด้วยตนเอง เป็นสุดยอดสาขาจิตวิทยาสำหรับเกรียนโดยเฉพาะโดยการบอ ยคอดเกรียนหรือปิดประตูไล่ปิศาจซึ่งต้องทำกันอย่างสา มัคคีกันทั้งบริษัท ถ้าทั้งประเทศได้จะยิ่งดี เกรียนย่อมจะเรียนรู้สาเหตุในตอนท้ายว่าทำไมจึงเกิดเ หตุการณ์เช่นนี้กับตนและกลับใจในที่สุด

เครดิท Vedora-Kingdom จิตวิทยานูบ

บอกนิดหน่อย

ในเวลาปัจจุบัน สังคมออนไลน์หรือโลกไซเบอร์กำลังเผชิญกับปัญหาอันเนื่องมาจากการเพิ่มจำนวนของเกรียนหรือวัชพืชสังคมไซเบอร์ชนิดหนึ่งที่มีหลายระดับและหลายลักษณะ สำหรับเรื่องรายละเอียดทุกคนคงรู้ๆกันดีหรือถ้าไม่รู้ก็ลองหาในกูเกิลดูได้ครับ จะพบข้อมูลที่ละเอียดมากและที่มาของชื่อเรียกเกรียน

เกรียนคือปัญหาสังคมชนิดหนึ่งในโลกไซเบอร์ที่นับวันจะยิ่งทวีคูณความรุนแรงมากยิ่งขึ้นถ้าทุกคนไม่ใส่ใจหรือใส่ใจแต่ไม่กล้าเข้าไปยุ่งและทำไม่เป็น ผมกระทบที่ตามมาสู่โลกแห่งความเป็นจริงก็คือความก้าวร้าวรุนแรงของเยาวชนในทุกๆวันไม่ว่าจะพูดหยาบคาย การไม่รู้จักควบคุมความอยากของตนเอง

การสยบเกรียนต้องใช้เหตุผลครับไม่ใช่กำลังและให้พวกเขารู้อยู่เสมอว่าสังคมพร้อมจะเปิดประตูต้อนรับพวกเขาเสมอ

ณ เวลาหนึ่งในอดีต ผมเองก็เคยเป็นเกรียนมาก่อน แต่ทว่าถูกนักจิตวิทยาปราบกับถูกการกระทำของตัวเองย่อนกลับ ตัวกระผมในตอนนั้นมันก็แค่เด็กไร้เดียงสาแต่ก็ได้รู้อะไรมากขึ้นจนในที่สุด เวลาผ่านมาหลายปีผมก็บำบัดตนเองจนหายขาดและกลายเป็นนักจิตวิทยาแห่งโลกไซเบอร์ไป
รูป เครดิท http://show-pow.exteen.com/20070328/entry


สาเหตุแห่งเกรียน

เด็กหรือเยาวชนที่มีปัญหาทางครอบครัว ปัญหาทางการเรียน ปัญหาทางเพื่อนฝูง สิ่งแวดล้อมอย่างใดอย่างหนึ่งหรือทั้งหมดสามารถกลายเป็นเกรียนได้ครับ เพราะว่าเด็กที่มีปัญหาเหล่านั้นจะถูกขัดเกลาให้สภาพจิตใจต้องมัวหมอง มีตัวอย่างมากมายครับเช่น พ่อแม่หย่าร้าง ปัญหาเรื่องการเรียน ความกดดัน การถูกเลี้ยงดูแบบผิดๆ (เรื่องพวกนี้พุดกับบ่อยในวงการจิตวิทยาเยาวชนซึ่งส่วนใหญ่พูดเกี่ยวกับเรื่องการพันธนาการทางความคิดและสติปัญญาของเด็กที่จะเป็นไปตามวัย) ปัญหาเหล่านี้อาจไม่ได้เริ่มมาจากเด็ก แต่ทว่ามันเริ่มมาจากบุคคลที่ขัดเกลาเด็กมาซึ่งได้แก่พ่อแม่และครูบาอาจารย์ ส่วนเด็กจะดีหรือไม่ดีนั้นก็มีตัวเลือกในการระบายความรู้สึกของตนเองกับเด็กด้วยกันซึ่งนั่นก็คือเพื่อน เป็นไปได้ที่เด็กที่ถูกขัดเกลามาไม่ดีหรือเกเรจะเป็นพวกแรกที่ยุยงให้เด็กคนอื่นๆเสียคนซึ่งปัญหาแรกเริ่มมาจากผู้ใหญ่ที่ดูแลนั่นแหละ ดังนั้นสาเหตุแรกสุดแห่งเกรียนก็คือผู้ใหญ่ที่อบรมมาไม่ดี โบราณว่าลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน แต่ปัจจุบันกลับพูดพ่อแม่สั่งสอนจนปากเปียกปากแฉะยังไม่จำ แรกสุดมันก็มาจากพ่อแม่เลี้ยงตอนเด็กไม่ดีครับ อย่าไปโทษเด็กมันเลยแบบนี้จะยิ่งเป็นการทำลาย EQ ของเด็ก

ดังนั้นกุญแจดอกแรกสู่การขจัดเกรียนก็คือ คนเป็นพ่อแม่ครูบาอาจารย์หรือผู้ใหญ่ควรจะให้ความสนใจกับการดูแลเด็ก ทำยังไงล่ะถ้าคุณไม่รู้ ลองศึกษาจิตวิทยาเด็กดูครับ ไม่ยากที่จะศึกษาเพื่อสังคมเราและลูกหลานในอนาคต ดังคำท่านกล่าว "ผู้เกิดก่อนย่อมอนุเคราะห์ผู้เกิดทีหลัง"

รูป เครดิท http://www.pocketonline.net/board/view.php?id=18320&page=2

สาเหตุแห่งเกรียน 2

ตัวอย่างอันไม่พึงประสงค์จากสื่อมักจะทำให้เยาวชนเลือกเดินทางผิดโดยเฉพาะเยาวชนที่ถูกขัดเกลามาไม่ดีพอ (ทำไมล่ะ) แต่ถ้าเป็นเยาวชนที่ถูกขัดเกลามาอย่างดีย่อมแยกแยะความสมควรไม่สมควรของสื่อเหล่านั้นได้ตามแต่ระดับความคิดหรือวุฒิภาวะทางสมอง จะเมืองนอกเมืองในก็เหมือนกันหมดแหละครับ ฮา

ทุกวันนี้เด็กมันไม่ค่อยแยกแยะกันหรอกเพราะผู้ใหญ่ไม่ค่อยสนใจ แป๊บเดียวเท่านั้นผมก็ได้ดูหนังรักฟรีๆในสวนสาธารณะ (เข้าใจว่าฝรั่งคงแหกไปก่อนเรานานพอควรเพราะภูมิอากาศของเขา) อย่างไรก็ดี เรามักจะคิดว่าพยายามให้เด็กหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้จะดีใช่มั้ยครับ เช่นห้ามนู่นนี่ แต่จริงๆแล้วผมว่ามันไปกระตุ้นสัญชาตญาณความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์นะ อิอิ เวลาถูกห้ามผมก็อยากรู้เหมือนกันว่ามันมีอะไรนักหนา คุณก็เช่นกันใช่มั้ย วิธีแก้ที่ดีที่สุดน่าจะเป็นการขัดเกลาพวกเด็กๆให้มีความรู้มีวุฒิภาวะไปเลย (เหมือนกับกุญแจดอกแรกที่อธิบายข้างบน) คนจะดีไม่ดีมาจากการเลี้ยงดู(พ่อแม่) การอบรม(ครู) สภาพแวดล้อม(เพื่อน)ตามลำดับ อันแรกสำคัญสุดเลยครับเพราะเป็นตัวตั้งของทุกอย่าง

แต่ในปัจจุบันนี่การหยาบคายมากันได้ในหลายรูปแบบโดยเฉพาะทานเน็ตซึ่งผู้กระทำก็คือเยาวชนที่ถูกเรียกว่า "เกรียน" พวกนี้ในบางครั้งก็เหมือนเป็นการระบายอารมณ์ (เข้าใจว่าพูดต่อหน้าผู้ใหญ่ไม่ได้) มาจากการซึบซับพฤติกรรมของตัวละครในสื่อเข้าไป ถ้าเช่นนั้นกุญแจดอกที่สองคงจะเป็นการควบคุมสื่อนะ (ถ้ามันบานปลายเพราะมีเด็กที่ถูกขัดเกลามาอย่างไม่ดีทั่วบ้านทั่วเมือง) อย่างไรก็ดี การควบคุมสื่อก็ไม่ทำให้เกิดผลดีเสมอไปครับ เพราะมันจะไปสร้างความไม่พอใจ เสริมความอยากรู้อยากเห็นให้ทวีคูณรวมไปถึงความขัดแย้งกันเองของพวกที่เห็นด้วยกับไม่เห็นด้วย

สาเหตุแห่งเกรียน 3

ความคิดไม่ดีมาจากการสืบทอดเป็นวัฒนธรรมไป มันมีจุดเริ่มมาจากสองหัวข้อข้างบนครับ ในทางโลกไซเบอร์อธิบายง่ายๆก็คือ เกรียนตัวหนึ่ง พูดจาแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวใส่เด็กใสซื่อ เด็กที่มาใหม่ในดลกไซเบอร์ไม่ได้รู้อะไรจะเห็นว่าที่นี่เขาควรทำอย่างนี้กัน ถ้ามีเป็นกลุ่มก็เกาะกลุ่มกันและทวีความหยาบขึ้น แพร่เชื่อไปสู่คนอื่น แต่จะไม่เป็นที่ต้อนรับในเว็บที่คนปกติธรรมดาเขาเล่น พวกนี้เลยชอบที่จะเกาะกลุ่มทำร้ายเขาไปทั่วและสืบทอดความไม่ดีไปสู่พวกหน้าใหม่

คล้ายกับความเป็นจริง วัฒนธรรมที่ไม่ดีของพวกเด็กๆมันสืบทอดต่อกันได้เพราะมันขึ้นชื่อว่าเป็นวัฒนธรรม เช่น ภาษาวิบัติ แนวคิดแหกกฎแล้วเท่ ฯลฯ การจะแก้ไขต้องไปเอากุญแจดอกแรก ไม่ก็ดอกที่สองมา (อ่านข้อความข้างบน) หรือ.......คุณจะหาวิธีปราบพวกนี้ที่ไม่ค่อยได้ประสิทธิภาพโดยการห้ามปรามหรือปราบปรามซึ่งเป็นกุญแจดอกที่สาม (จากดอกแรก กุญแจมันห่วยลงจริงๆครับ)

วิกฤติแห่งอนาคต

เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า

เกรียนในวันนี้ก็คือเกรียนในวันหน้าหากไม่รู้จักปรับปรุงแก้ไข แต่การแก้ไขนั้นจะยิ่งยากขึ้นไปตามกาลเวลาเพราะเกรียนแพร่พันธ์เร็วมากและก็มีเกรียนไม่น้อยที่เจริญวัยเต็มที่และพร้อมจะอบรมสั่งสอนเกรียนรุ่งหลัง มันจะไปคล้ายกับจิตวิทยาลูกโซ่ของ WebmasterAKD คือการสืบทอดคุณสมบัติทางจิตใจผ่านจากรุ่นสู่รุ่น คิดดูแล้วน่าเสียดายครับที่เป็นแบบนี้เพราะเราพลาดไปแค่รุ่นเดียวเท่านั้น (รุ่นพ่อแม่ของเกรียนที่ดูแลไม่ดีพอ) ในอนาคตโลกคนวุ่นวายกว่านี้แน่เพราะแค่ปัจจุบันก็แบ่งพรรคแบ่งพวกตีกันเองเสียแล้ว

แต่มันก็ไม่แน่ บุคคลที่มีความคิดแบบอคติอาจจะกลับตัวกลับใจได้หากเผชิญกับเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่จะทำให้ชีวิตพลิกผันเหมือนอย่างผม ขอแค่สังคมให้โอกาสและเหตุการณ์หรือประสบการณ์ชีวิตจะเป็นตัวสั่งสอนเขาเอง แต่จะสมบูรณ์แบบแค่ไหนนั้นแล้วแต่เหตุการณ์ที่พบเจอมา ดังนั้นกุญแจแห่งอนาคตก็คือการให้โอกาส การมีนำใจหยิบยื่นสิ่งดีดีไปให้พวกเขา พื้นพูสภาพจิตใจหรือ EQ ของพวกเขาให้กลับมาเป็นคนมองโลกในแง่ดี นี่คือหน้าที่ของนักจิตวิทยา จิตแพทย์และเป็นของมนุษย์ทุกคนผู้ที่ปรารถนาจะให้สังคมนี้ดีขึ้น

 

Chrone : ผมไม่ใช่เกรียน ป๋าผมต่างหากที่เกรียน

Vydartz : .................................

                ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ ความเจริญก้าวหน้าของประเทศนั้นล้วนขึ้นอยู่กับความรู้และความสามารถของประชาชนภายในประเทศ การที่ประเทศจะก้าวกระโดดไปได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยฟันเฟืองที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนและทำงานกันอย่างสามัคคีไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดในการขับเคลื่อนขึ้นซึ่งฟันเฟืองเหล่านั้นก็คือประชาชนของประเทศนั่นเอง แต่ทว่า การจะสร้างฟันเฟืองทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพได้นั้นจำเป็นจะต้องมีการศึกษาที่สมบูรณ์แบบและเป็นไปในลักษณะของฟันเฟืองทุกประเภทหรือก็คือบุคลิก ความคิดความอ่านรวมไปถึงความสามารถของแต่ละบุคคล

 

                ปัญหาที่จะกล่าวถึง ณ ที่นี้ คือการที่บุคคลที่มีการศึกษาอยู่ในระดับสูงแล้ว มักไม่สามารถที่จะพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้าต่อไปอีกได้ ยิ่งเป็นผู้มีการศึกษาสูงมากแค่ไหนก็ยิ่งไม่สามารถพัฒนาตนเองต่อไปได้มากเท่านั้น ทั้งนี้เกิดจากการมีขอบเขตในรูปแบบของการศึกษาที่ถูกกำหนดเอาไว้ แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่มีประโยชน์เพราะจะเป็นตัวจัดระเบียบในรูปแบบของการศึกษาให้มีรูปแบบที่ตรงตามลักษณะและคุณสมบัติของสายงานนั้นๆ แต่ทว่าปัญหาของมันก็มีอยู่ไม่น้อยเช่นกัน

 

                สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือการจำกัดความมีอิสระในการคิดของประชาชนให้อยู่ในกรอบที่แคบลงมาซึ่งบางทีประชาชนเหล่านั้นอาจจะมีวิธีคิดและจินตนากานที่แสนจะลึกซึ่งและเป็นประโยชน์ในสายงานเหนือกว่ากรอบเหล่านั้นมาก

 

                ตัวอย่างที่เราจะเห็นได้ชัดก็คือการศึกษาในมหาวิทยาลัยที่ว่าผู้ศึกษาเหล่านั้นมักถูกจำกัดความคิดและจินตนาการของตนให้อยู่ในกรอบของผู้สอน ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเองที่จะเป็นตัวบีบบังคับให้ผู้ศึกษาสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองไป และเมื่อสูญเสียไปแล้ว การแสดงออกอย่างเต็มที่ในสายงานนั้นก็พลอยถูกจำกัดพื้นที่ลงด้วยซึ่งนั่นแหละที่เป็นปัญหาสำคัญในการพัฒนา ฟันเฟือง ที่มีประสิทธิภาพของประเทศ

 

                หากจะพูดกันทางจิตวิทยา เราอาจจะบอกได้ว่า มนุษย์มักจะแสดงความสามารถของตนออกมาได้มากที่สุดก็ต่อเมื่อได้แสดงออกในตัวตนหรือบุคลิกที่แท้จริงของตนเอง พูดง่ายๆก็คือการเป็นตัวของตัวเองคือสิ่งสำคัญต่อการแสดงออกในพลังขับเคลื่อน แต่ทว่าเมื่อสิ่งเหล่านั้นถูกจำกัดลงไป มนุษย์ก็จะมีความสามารถในการแสดงออกที่ไม่มากนักยกตัวอย่างเช่น…….

 

                ถ้านักจิตวิทยาซิกมัด ฟรอยด์ มาทำข้อสอบจิตวิทยาของ คาร์ล กุสต๊าฟ จุง แล้ว ฟรอยด์ ไม่มีทางที่จะได้คะแนนเต็ม ในทางกลับกัน ถ้า จุง ได้มาทำข้อสอบของฟรอยด์ จุง ก็ไม่มีทางได้คะแนนเต็มเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพราะสุดยอดนักจิตวิทยาทั้งสองมีแนวคิดที่แตกต่างกัน แน่นอนว่าแนวคิดเหล่านั้นก็แสดงออกมาจากความเป็นตัวของตัวเองของพวกเขา มีความละเอียดลึกซึ้งในคนละแง่มุม ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะมีขีดจำกัด

 

                แต่ถึงกระนั้นการเป็นตัวของตัวเองมากจนเกินไปก็อาจเกิดปัญหาขึ้นซึ่งนั่นก็คือการขาดความสามัคคี

 

                แต่ถ้าไม่ทำอย่างงั้น ปัญหาที่จะมาแทนที่คือความอ่อนด้อยของสังคม เมื่อประชาชนต่างไม่ให้ความสนใจในการเสนอแนวคิดใดๆหรือร่วมมือกันช่วยพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน

 

                ดังนั้น ปัญหาเหล่านี้ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาของประเทศจำเป็นจะต้องทำการแก้ไขโดยด่วน

 

                ดังที่กล่าวมาทั้งหมด มนุษย์มักจะแสดงความสามารถของตนออกมาได้มากที่สุดก็ต่อเมื่อได้แสดงออกในตัวตนหรือบุคลิกที่แท้จริงของตนเอง และ การประสานงานอย่างสามัคคีของฟันเฟืองจะทำให้ประเทศสามารถพัฒนาไปได้ หากสามารถที่จะนำสองสิ่งมาประยุคใช้ร่วมกันได้แล้ว เราก็จะสามารถสร้างประเทศที่ยิ่งใหญ่ในสากลได้

 

credit WebmasterAKD

edit @ 16 Aug 2008 22:36:39 by Lord Vydartz